หลักการและเหตุผล

          การวัดปริมาณรังสีทางการแพทย์มีความสำคัญอย่างมากในการรักษาผู้ป่วยด้วยสารรังสี เนื่องจากการรักษาด้วยสารรังสี จำเป็นต้องมีเครื่องวัดปริมาณรังสีทางการแพทย์ที่สามารถวัดได้ถูกต้องและแม่นยำ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณสารรังสีเข้าสู่ร่างกายเท่าที่จำเป็นต่อการรักษาและสมเหตุสมผล

          การวัดปริมาณสารรังสีทางการแพทย์ จำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพของเครื่องมือวัดและบำรุงรักษาให้พร้อมสำหรับการใช้งาน เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการ หากเครื่องมือวัดปริมาณรังสีมีความคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง เช่น ในกรณีที่วัดปริมาณสารรังสีได้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วนำไปใช้ในการรักษา จะทำให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีที่มากเกินความจำเป็น อาจก่อให้เกิดอันตรายและผลข้างเคียงในการรักษาได้ ทำนองเดียวกันถ้าวัดได้มากกว่าความเป็นจริง จะทำให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้การรักษาโรคนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ จึงเห็นได้ว่าผลการวัดปริมาณรังสีที่ถูกต้องและแม่นยำมีความสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้สารรังสีในการรักษา การควบคุมคุณภาพ การดูแลและบำรุงรักษา การสอบเทียบ การทดสอบความชำนาญในการวัด ล้วนแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลการวัดปริมาณรังสีที่ได้มีความถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำผลการวัดดังกล่าวไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานพยาบาลที่มีเครื่องเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์ไม่น้อยกว่า ๒๐ แห่ง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยงานบริการด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ มีการใช้สารรังสีหลากหลายชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับการรักษาโรคต่างๆ  ซึ่งสถานพยาบาลเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ปส. ด้านการใช้ต้นกำเนิดรังสีอยู่แล้ว  หาก ปส. สามารถให้การกำกับดูแลด้านการวัดปริมาณรังสี ทำให้สารรังสีที่ใช้ในการรักษามีมาตรฐานเดียวกันจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วย และเป็นการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการฯ ให้เป็นที่ยอมรับทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ

การจัดกิจกรรมการวัดปริมาณกัมมันตภาพรังสีให้กับสถานพยาบาลที่มีเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์      ทั่วประเทศ นอกจากจะถ่ายทอดค่าปริมาณรังสีมาตรฐานจากห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางการวัดสู่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับงานบริการของ ปส. ให้เป็นที่ยอมรับ เป็นศูนย์กลางในการวัดปริมาณรังสีทางการแพทย์ของประเทศ อีกทั้ง ปส. ยังได้ข้อมูลพื้นฐาน (Base line) เพื่อสนับสนุนงานกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการใช้ประโยชน์จากรังสีของ ปส. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์

          ๑. เพื่อถ่ายทอดค่ากัมมันตภาพรังสีมาตรฐานจากห้องปฏิบัติการของภาครัฐเพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน

          ๒. เป็นการรักษามาตรฐานของห้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

          ๓. เป็นศูนย์กลางในการวัดกัมมันตภาพรังสีทางการแพทย์

 

เป้าหมาย/กลุ่มเป้าหมาย         

กลุ่มผู้ขอรับบริการ : สถานพยาบาลที่มีเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์สำหรับวัดกัมมันตภาพรังสี

พื้นที่เป้าหมาย      : ทั่วประเทศ

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

  1. สถานพยาบาลที่มีเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์สำหรับวัดกัมมันตภาพรังสี มีความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของห้องปฏิบัติการของ ปส.
  2. สถานพยาบาลที่มีเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์สำหรับวัดกัมมันตภาพรังสี เข้าร่วมกิจกรรมการวัดปริมาณรังสีด้วยเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์

ระยะเวลาดำเนินการและสถานที่จัดการสัมมนา

          การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การควบคุมคุณภาพการวัดกัมมันตภาพรังสีด้วยเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์” หลักสูตร ๑ วัน ในวันศุกร์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ ณ โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการวัดกัมมันตภาพรังสีทางการแพทย์

ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. จัดทำรายละเอียดการสัมมนา
  2. ขออนุมัติจัดสัมมนาฯ ตามแผนงาน
  3. ประสานงานกับกลุ่มเป้าหมาย ขอเชิญเข้าร่วมการสัมมนาฯ
  4. ดำเนินการสัมมนาฯ ตามแผนงาน
  5. สรุปผลการสัมมนาฯ และจัดทำรายงานสรุปการดำเนินโครงการ

เนื้อหาการสัมมนา

      ความรู้พื้นฐาน เทคนิคการใช้งาน การบำรุงรักษา การควบคุมและการประกันคุณภาพ และการวัดกัมมันตภาพรังสีด้วยเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ห้องปฏิบัติการมาตรฐานด้านกัมมันตภาพรังสีและวัสดุอ้างอิง ปส. ได้การยอมรับจากสถานพยาบาลที่มีเครื่องวัดปริมาณรังสีทางการแพทย์ทั่วประเทศ
  2. ห้องปฏิบัติการมาตรฐานด้านกัมมันตภาพรังสีและวัสดุอ้างอิง ปส. เป็นหน่วยงานกลางในการถ่ายทอดค่าปริมาณรังสีมาตรฐานให้กับสถานพยาบาลที่มีเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์ สำหรับวัดกัมมันตภาพรังสีทั่วประเทศ
  3. สารรังสีที่ผ่านการวัดจากเครื่องวัดกัมมันตภาพรังสีทางการแพทย์ในแต่ละสถานพยาบาล มีมาตรฐานเดียวกัน
  4. สนับสนุนการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการใช้ประโยชน์จากรังสีทางการแพทย์ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเชื่อมั่น และก่อให้เกิดความร่วมมือกันในการสร้างเครือข่ายบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  5. พัฒนางานมาตรฐานทางรังสีก่อไอออนของชาติ และเป็นการยกระดับงานบริการให้เป็นที่ยอมรับ

กำหนดการสัมมนา

วัน   /  เวลา

กำหนดการ

วิทยากร

๐๘.๓๐ - ๐๘.๕๐     

ลงทะเบียน

คณะทำงาน

๐๘.๕๐ - ๐๙.๐๐ 

พิธีเปิด

ลปส.

๐๙.๐๐ – ๑๐.๐๐

บรรยาย เรื่อง ระบบโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ

นางรัชดา เหมปฐวี

รอง ลปส.

๑๐.๑๕ – ๑๒.๓๐

บรรยาย เรื่อง ความรู้พื้นฐานและเทคนิคการบำรุงรักษา เครื่องโดสคาลิเบรเตอร์

ผศ. สุวิทย์ ปุณณชัยยะ

๑๒.๓๐ – ๑๓.๓๐

รับประทานอาหารกลางวัน

 

๑๓.๓๐ – ๑๔.๓๐

บรรยาย เรื่อง ความรู้พื้นฐานและเทคนิคการบำรุงรักษา เครื่องโดสคาลิเบรเตอร์ (ต่อ)

ผศ. สุวิทย์ ปุณณชัยยะ

๑๔.๓๐ – ๑๕.๓๐

บรรยาย เรื่อง การใช้งานสารเภสัชรังสีทางการแพทย์

ดร.พุทธิพรณ์ เจริญพันธุ์

คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี

 ๑๕.๔๕ – ๑๖.๓๐

บรรยาย เรื่อง การจัดโปรแกรมการทดสอบความชำนาญและแนวทางการพัฒนาความร่วมมือระหว่าง ปส. และโรงพยาบาล

ดร.วิทิต ผึ่งกัน
หัวหน้ากลุ่มการวัดทางนิวเคลียร์และรังสี

นายธนพล เดชวิริยะกิจ

นักฟิสิกส์รังสีปฏิบัติการ

หมายเหตุ

เวลา ๑๐.๐๐-๑๐.๑๕ น. และ ๑๕.๓๐-๑๕.๔๕ น. รับประทานอาหารว่าง

 

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาระบบและมาตรฐานกำกับดูแลให้แก่บุคคลภายนอก มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายบูรณาการความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลความร่วมมือด้านการพัฒนางานมาตรวิทยารังสีในระดับปฐมภูมิ ด้านมาตรวัดรังสีทางชีวภาพของประเทศ และด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ภารกิจ ปส. ในด้านการพัฒนาระบบและมาตรฐานการกำกับดูแล ประกอบด้วย 3 หัวข้อ ได้แก่

  1. การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ทิศทางการพัฒนามาตรวิทยารังสีสู่มาตรฐานสากล
  2. การสัมมนาเรื่อง ความก้าวหน้าด้านมาตรวัดรังสีทางชีวภาพและการประยุกต์ใช้
  3. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์กับการป้องกันและยับยั้งภัยคุกคาม

โดยมีรายละเอียดของการสัมมนาเชิงปฏิบัติการแต่ละหัวข้อ ดังนี้

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ทิศทางการพัฒนามาตรวิทยารังสีสู่มาตรฐานสากล

หลักการและเหตุผล

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความปลอดภัยต้นกำเนิดรังสี และการป้องกันอันตรายจากรังสีสำหรับประชาชน รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรฐานทางรังสี และกัมมันตรังสีของประเทศ การบำรุงรักษามาตรฐาน การศึกษาพัฒนา การสอบเทียบ การออกใบรับรอง และถ่ายทอดมาตรฐานหน่วยวัดสากลทางปริมาณรังสีและกัมมันตภาพรังสีโดยมีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางการวัดรังสีและกัมมันตรังสีขึ้น เพื่อดำเนินงานทางด้านมาตรวิทยาด้านรังสีของประเทศขึ้นให้สอดคล้องและสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการวัดรังสีมาตรฐานทุติยภูมิ เพื่อรองรับการขยายตัวการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ เพื่อให้เกิดความถูกต้องและความปลอดภัยในการวัดรังสีแก่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนทั่วไปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา

ระบบวัดปริมาณรังสีมาตรฐานของประเทศปัจจุบันอยู่ในระดับทุติยภูมิ (Secondary Standard) ซึ่งมีขีดจำกัดในด้านการพัฒนาและความถูกต้องแม่นยำ และไม่ครอบคลุมการใช้งานด้านมาตรฐานการวัดรังสี เช่น เครื่องเอกซ์เรย์ เครื่องเร่งอนุภาค ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาระบบวัดปริมาณรังสีมาตรฐานของประเทศจากระดับทุติยภูมิไปเป็นระดับปฐมภูมิ ครอบคลุมทุกช่วงการใช้งาน และมีคุณภาพในการตรวจวัดรังสีในระดับสูงสอดคล้องกับแผนดำเนินงานก่อสร้างอาคารปฏิบัติการทางนิวเคลียร์และรังสีที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาระบบมาตรวิทยารังสีของประเทศให้อยู่ในระดับมาตรฐานปฐมภูมิ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และศักยภาพด้านการวัดและการสอบเทียบด้านมาตรวิทยารังสีของประเทศให้ครอบคลุมพิสัยการใช้งานตามมาตรฐานสากล รวมถึงสอดคล้องกับความเจริญทางเทคโนโลยีและด้านการวัดรังสีที่ทันสมัยและมีมาตรฐานสูงสุดในระดับนานาชาติ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคตโดยมีเป้าหมายสูงสุดในการเป็นศูนย์กลางด้านมาตรวิทยารังสีในระดับภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากในระดับภูมิภาคอาเซียน ยังไม่มีประเทศใดที่สามารถพัฒนาห้องปฏิบัติการวัดปริมาณรังสีมาตรฐานให้อยู่ในระดับปฐมภูมิดังนั้นการพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานการวัดปริมาณรังสีของประเทศไทยให้อยู่ในระดับปฐมภูมิจะส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ (Medical Hub) เนื่องจากทางการแพทย์ต้องการใช้การวัดปริมาณรังสีที่มีความแม่นยำสูงสุด ซึ่งจะส่งผลให้การวิเคราะห์ผลและการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านมาตรวิทยารังสีในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้ห้องปฏิบัติการวัดรังสีมาตรฐานทุติยภูมิของภูมิภาคอาเซียนสอบย้อนกลับมาที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องส่งหัววัดรังสีมาตรฐานไปยังนอกภูมิภาคอาเซียน

การสัมมนา เรื่อง “ทิศทางการพัฒนามาตรวิทยารังสีสู่มาตรฐานสากล” เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาท หน้าที่และทิศทางการพัฒนางานวิจัยของห้องปฏิบัติการ สร้างเครือข่ายในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นในการพัฒนาห้องปฏิบัติการโดยมุ่งเน้นผู้รับบริการที่เป็นหน่วยงานทางการแพทย์ หน่วยงานทางการศึกษาและวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้รังสี

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ ปส. ในการพัฒนางานมาตรวิทยารังสีสู่มาตรฐานสากล
  2. สร้างเครือข่ายการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  3. เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของผู้รับบริการ และนำมาปรับปรุงการให้บริการ

การสัมมนาเรื่อง ความก้าวหน้าด้านมาตรวัดรังสีทางชีวภาพและการประยุกต์ใช้

หลักการและเหตุผล

          การสัมมนานี้จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการวัดปริมาณรังสีในระดับปฐมภูมิ  มีจุดมุ่งหมายเพื่อทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติของสมาชิกกลุ่มเครือข่ายพัฒนามาตรวัดรังสีทางชีววิทยาของประเทศให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมการดำเนินงานเชิงบูรณาการของเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างสมาชิกเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรด้านการวัดปริมาณรังสีด้วยวิธีเซลล์พันธุศาสตร์ และประเมินความก้าวหน้า วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่าย นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนตัวชี้วัดที่ ๔ ของ วท. ปีงบประมาณ ๒๕๖2 จำนวนกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาศักยภาพด้าน วทน.

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติของสมาชิกเครือข่ายพัฒนามาตรวัดรังสีทางชีววิทยาของประเทศ
  2. เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานเชิงบูรณาการของเครือข่าย เป็นการให้ความรู้ด้านการวัดปริมาณรังสีด้วยวิธีเซลล์พันธุศาสตร์แก่บุคลากรของสมาชิกกลุ่มเครือข่ายและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมน
  3. เพื่อประเมินความก้าวหน้าและวางแผนการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่าย

การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์กับการป้องกันและยับยั้ง ภัยคุกคาม

หลักการและเหตุผล

สืบเนื่องจากมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSCR) ที่ ๑๕๔๐ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ให้การรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์ต่อข้อมติ ที่ ๑๕๔๐ (๒๐๐๔) ว่าด้วยการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกดำเนินการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามทั้งต่อประเทศและประชาคมโลกในปัจจุบัน โดยที่มีความพยายามที่จะลักลอบอย่างผิดกฎหมายในการขนส่งหรือส่งผ่านวัสดุนิวเคลียร์ และวัสดุกัมมันตรังสีเข้ามาในประเทศ หรือส่งผ่านไปยังประเทศอื่น การลักลอบถ่ายโอนวัสดุนิวเคลียร์จากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่งโดยผิดกฎหมาย โดยเฉพาะประเทศที่มีความต้องการแต่ไม่โปร่งใสในการใช้กฎหมายบังคับ ทำให้ประเทศอื่น ๆ จำเป็นต้องหามาตรการในการเฝ้าระวัง

นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ (Nuclear Forensics) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการสนับสนุนงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Nuclear Security) ในส่วนของการป้องกัน และยับยั้งต่อภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ การที่ประเทศมีศักยภาพทางด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ถือเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อการป้องปราม รวมถึงการเบี่ยงเบนความสนใจต่อการก่อวินาศกรรมที่อาจส่งผลไม่เพียงเฉพาะประเทศไทยแต่ครอบคลุมถึงภูมิภาคอาเซียนด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยการประสานความร่วมมือระดับเครือข่ายให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องการดำเนินการทางนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เกี่ยวข้องกับการสืบหา          ที่มา แหล่งกำเนิด ผู้ผลิตของสารกัมมันตรังสี รวมถึงผู้กระทำผิด กรณีที่เกิดการลักลอบ หรือการกระทำใด ๆ ที่ผิดกฎหมายขึ้น โดยทั่วไปแล้วตามมาตรฐานสากล ประกอบไปด้วยการดำเนินการ 3 ส่วนหลัก คือ

ส่วนที่หนึ่ง คือ การบริหารจัดการสถานที่เกิดเหตุ (Radiological Crime Scene Management)  เป็นการดำเนินการเข้าระงับเหตุที่เกี่ยวข้องกับสารกัมมันตรังสี เมื่อเกิดการลักลอบ หรือดำเนินการใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย โดยเข้าควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในสภาวะปกติ และมีความปลอดภัย ในส่วนนี้จะเป็นการดำเนินการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการเผชิญเหตุฉุกเฉินทางรังสี

ส่วนที่สอง คือ การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี (Nuclear Forensics Analysis) เป็นการดำเนินการวิเคราะห์ตัวอย่างวัตถุพยาน (Physical evidence) จากสถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี (Nuclear Forensics Laboratory) และห้องปฏิบัติการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (Traditional Forensic Laboratory) โดยห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี มีหน้าที่วิเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ยืนยันทางนิวเคลียร์และรังสี (Signatures) ได้แก่ ชนิดของไอโซโทป องค์ประกอบของธาตุ ธาตุปริมาณน้อย โครงสร้างทางจุลภาค และโครงสร้างผลึก ในส่วนของห้องปฏิบัติการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ได้แก่ ลายนิ้วมือ เส้นผม ดีเอ็นเอ และสารคัดหลั่งต่าง ๆ

ส่วนที่สาม คือ การแปลผลข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ โดยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ จากนั้นดำเนินการสรุปผลร่วมกันระหว่างตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ทางเทคนิคทางนิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วัตถุประสงค์

 เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และประสานความร่วมมือของหน่วยงานในประเทศที่มีศักยภาพด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งเครือข่ายรวมทั้งขั้นตอนการดำเนินงานด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของประเทศในอนาคต โดยมีหัวข้อการบรรยายเชิงปฏิบัติการ ดังนี้

  1. ความรู้พื้นฐานทางด้านรังสี นิติวิทยาศาสตร์ และนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์
  2. การเผชิญเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
  3. การวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ และการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี
  4. การฝึกปฏิบัติการบนโต๊ะ (Table top exercise) ตามสถานการณ์สมมติ
  5. การจัดทำขั้นตอนด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของประเทศ

เอกสารประกอบการฝึกอบรม

Search