การสัมมนาเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาระบบและมาตรฐานกำกับดูแลให้แก่บุคคลภายนอก มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายบูรณาการความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลความร่วมมือด้านการพัฒนางานมาตรวิทยารังสีในระดับปฐมภูมิ ด้านมาตรวัดรังสีทางชีวภาพของประเทศ และด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ภารกิจ ปส. ในด้านการพัฒนาระบบและมาตรฐานการกำกับดูแล ประกอบด้วย 3 หัวข้อ ได้แก่

  1. การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ทิศทางการพัฒนามาตรวิทยารังสีสู่มาตรฐานสากล
  2. การสัมมนาเรื่อง ความก้าวหน้าด้านมาตรวัดรังสีทางชีวภาพและการประยุกต์ใช้
  3. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์กับการป้องกันและยับยั้งภัยคุกคาม

โดยมีรายละเอียดของการสัมมนาเชิงปฏิบัติการแต่ละหัวข้อ ดังนี้

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ทิศทางการพัฒนามาตรวิทยารังสีสู่มาตรฐานสากล

หลักการและเหตุผล

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความปลอดภัยต้นกำเนิดรังสี และการป้องกันอันตรายจากรังสีสำหรับประชาชน รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรฐานทางรังสี และกัมมันตรังสีของประเทศ การบำรุงรักษามาตรฐาน การศึกษาพัฒนา การสอบเทียบ การออกใบรับรอง และถ่ายทอดมาตรฐานหน่วยวัดสากลทางปริมาณรังสีและกัมมันตภาพรังสีโดยมีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางการวัดรังสีและกัมมันตรังสีขึ้น เพื่อดำเนินงานทางด้านมาตรวิทยาด้านรังสีของประเทศขึ้นให้สอดคล้องและสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการวัดรังสีมาตรฐานทุติยภูมิ เพื่อรองรับการขยายตัวการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ เพื่อให้เกิดความถูกต้องและความปลอดภัยในการวัดรังสีแก่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนทั่วไปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา

ระบบวัดปริมาณรังสีมาตรฐานของประเทศปัจจุบันอยู่ในระดับทุติยภูมิ (Secondary Standard) ซึ่งมีขีดจำกัดในด้านการพัฒนาและความถูกต้องแม่นยำ และไม่ครอบคลุมการใช้งานด้านมาตรฐานการวัดรังสี เช่น เครื่องเอกซ์เรย์ เครื่องเร่งอนุภาค ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาระบบวัดปริมาณรังสีมาตรฐานของประเทศจากระดับทุติยภูมิไปเป็นระดับปฐมภูมิ ครอบคลุมทุกช่วงการใช้งาน และมีคุณภาพในการตรวจวัดรังสีในระดับสูงสอดคล้องกับแผนดำเนินงานก่อสร้างอาคารปฏิบัติการทางนิวเคลียร์และรังสีที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาระบบมาตรวิทยารังสีของประเทศให้อยู่ในระดับมาตรฐานปฐมภูมิ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และศักยภาพด้านการวัดและการสอบเทียบด้านมาตรวิทยารังสีของประเทศให้ครอบคลุมพิสัยการใช้งานตามมาตรฐานสากล รวมถึงสอดคล้องกับความเจริญทางเทคโนโลยีและด้านการวัดรังสีที่ทันสมัยและมีมาตรฐานสูงสุดในระดับนานาชาติ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคตโดยมีเป้าหมายสูงสุดในการเป็นศูนย์กลางด้านมาตรวิทยารังสีในระดับภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากในระดับภูมิภาคอาเซียน ยังไม่มีประเทศใดที่สามารถพัฒนาห้องปฏิบัติการวัดปริมาณรังสีมาตรฐานให้อยู่ในระดับปฐมภูมิดังนั้นการพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานการวัดปริมาณรังสีของประเทศไทยให้อยู่ในระดับปฐมภูมิจะส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ (Medical Hub) เนื่องจากทางการแพทย์ต้องการใช้การวัดปริมาณรังสีที่มีความแม่นยำสูงสุด ซึ่งจะส่งผลให้การวิเคราะห์ผลและการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านมาตรวิทยารังสีในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้ห้องปฏิบัติการวัดรังสีมาตรฐานทุติยภูมิของภูมิภาคอาเซียนสอบย้อนกลับมาที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องส่งหัววัดรังสีมาตรฐานไปยังนอกภูมิภาคอาเซียน

การสัมมนา เรื่อง “ทิศทางการพัฒนามาตรวิทยารังสีสู่มาตรฐานสากล” เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาท หน้าที่และทิศทางการพัฒนางานวิจัยของห้องปฏิบัติการ สร้างเครือข่ายในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นในการพัฒนาห้องปฏิบัติการโดยมุ่งเน้นผู้รับบริการที่เป็นหน่วยงานทางการแพทย์ หน่วยงานทางการศึกษาและวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้รังสี

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ ปส. ในการพัฒนางานมาตรวิทยารังสีสู่มาตรฐานสากล
  2. สร้างเครือข่ายการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  3. เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของผู้รับบริการ และนำมาปรับปรุงการให้บริการ

การสัมมนาเรื่อง ความก้าวหน้าด้านมาตรวัดรังสีทางชีวภาพและการประยุกต์ใช้

หลักการและเหตุผล

          การสัมมนานี้จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการวัดปริมาณรังสีในระดับปฐมภูมิ  มีจุดมุ่งหมายเพื่อทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติของสมาชิกกลุ่มเครือข่ายพัฒนามาตรวัดรังสีทางชีววิทยาของประเทศให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมการดำเนินงานเชิงบูรณาการของเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างสมาชิกเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรด้านการวัดปริมาณรังสีด้วยวิธีเซลล์พันธุศาสตร์ และประเมินความก้าวหน้า วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่าย นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนตัวชี้วัดที่ ๔ ของ วท. ปีงบประมาณ ๒๕๖2 จำนวนกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาศักยภาพด้าน วทน.

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติของสมาชิกเครือข่ายพัฒนามาตรวัดรังสีทางชีววิทยาของประเทศ
  2. เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานเชิงบูรณาการของเครือข่าย เป็นการให้ความรู้ด้านการวัดปริมาณรังสีด้วยวิธีเซลล์พันธุศาสตร์แก่บุคลากรของสมาชิกกลุ่มเครือข่ายและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมน
  3. เพื่อประเมินความก้าวหน้าและวางแผนการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่าย

การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์กับการป้องกันและยับยั้ง ภัยคุกคาม

หลักการและเหตุผล

สืบเนื่องจากมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSCR) ที่ ๑๕๔๐ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ให้การรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์ต่อข้อมติ ที่ ๑๕๔๐ (๒๐๐๔) ว่าด้วยการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกดำเนินการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามทั้งต่อประเทศและประชาคมโลกในปัจจุบัน โดยที่มีความพยายามที่จะลักลอบอย่างผิดกฎหมายในการขนส่งหรือส่งผ่านวัสดุนิวเคลียร์ และวัสดุกัมมันตรังสีเข้ามาในประเทศ หรือส่งผ่านไปยังประเทศอื่น การลักลอบถ่ายโอนวัสดุนิวเคลียร์จากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่งโดยผิดกฎหมาย โดยเฉพาะประเทศที่มีความต้องการแต่ไม่โปร่งใสในการใช้กฎหมายบังคับ ทำให้ประเทศอื่น ๆ จำเป็นต้องหามาตรการในการเฝ้าระวัง

นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ (Nuclear Forensics) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการสนับสนุนงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Nuclear Security) ในส่วนของการป้องกัน และยับยั้งต่อภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ การที่ประเทศมีศักยภาพทางด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ถือเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อการป้องปราม รวมถึงการเบี่ยงเบนความสนใจต่อการก่อวินาศกรรมที่อาจส่งผลไม่เพียงเฉพาะประเทศไทยแต่ครอบคลุมถึงภูมิภาคอาเซียนด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยการประสานความร่วมมือระดับเครือข่ายให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องการดำเนินการทางนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เกี่ยวข้องกับการสืบหา          ที่มา แหล่งกำเนิด ผู้ผลิตของสารกัมมันตรังสี รวมถึงผู้กระทำผิด กรณีที่เกิดการลักลอบ หรือการกระทำใด ๆ ที่ผิดกฎหมายขึ้น โดยทั่วไปแล้วตามมาตรฐานสากล ประกอบไปด้วยการดำเนินการ 3 ส่วนหลัก คือ

ส่วนที่หนึ่ง คือ การบริหารจัดการสถานที่เกิดเหตุ (Radiological Crime Scene Management)  เป็นการดำเนินการเข้าระงับเหตุที่เกี่ยวข้องกับสารกัมมันตรังสี เมื่อเกิดการลักลอบ หรือดำเนินการใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย โดยเข้าควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในสภาวะปกติ และมีความปลอดภัย ในส่วนนี้จะเป็นการดำเนินการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการเผชิญเหตุฉุกเฉินทางรังสี

ส่วนที่สอง คือ การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี (Nuclear Forensics Analysis) เป็นการดำเนินการวิเคราะห์ตัวอย่างวัตถุพยาน (Physical evidence) จากสถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี (Nuclear Forensics Laboratory) และห้องปฏิบัติการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (Traditional Forensic Laboratory) โดยห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี มีหน้าที่วิเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ยืนยันทางนิวเคลียร์และรังสี (Signatures) ได้แก่ ชนิดของไอโซโทป องค์ประกอบของธาตุ ธาตุปริมาณน้อย โครงสร้างทางจุลภาค และโครงสร้างผลึก ในส่วนของห้องปฏิบัติการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ได้แก่ ลายนิ้วมือ เส้นผม ดีเอ็นเอ และสารคัดหลั่งต่าง ๆ

ส่วนที่สาม คือ การแปลผลข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ โดยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ จากนั้นดำเนินการสรุปผลร่วมกันระหว่างตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ทางเทคนิคทางนิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วัตถุประสงค์

 เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และประสานความร่วมมือของหน่วยงานในประเทศที่มีศักยภาพด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งเครือข่ายรวมทั้งขั้นตอนการดำเนินงานด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของประเทศในอนาคต โดยมีหัวข้อการบรรยายเชิงปฏิบัติการ ดังนี้

  1. ความรู้พื้นฐานทางด้านรังสี นิติวิทยาศาสตร์ และนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์
  2. การเผชิญเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
  3. การวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ และการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี
  4. การฝึกปฏิบัติการบนโต๊ะ (Table top exercise) ตามสถานการณ์สมมติ
  5. การจัดทำขั้นตอนด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของประเทศ

เอกสารประกอบการฝึกอบรม

หลักการและเหตุผล

ด้วยในปี พ.ศ. 2560 มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ได้ปรับเปลี่ยนฉบับใหม่จาก ISO/IEC 17025:2005 เป็นฉบับ ISO/IEC 17025:2017 โดยมีการปรับเปลี่ยนในสาระสำคัญทางด้านโครงสร้างของมาตรฐาน มีแนวคิดในการพิจารณาบนพื้นฐานของความเสี่ยง การปรับเปลี่ยนนิยามศัพท์ รวมถึงปรับให้ทันสมัยกับภาวะการณ์ปัจจุบันที่มีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เป็นต้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบการบริหารคุณภาพของห้องปฏิบัติการ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Co-operation : ILAC) จึงได้กำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านโดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจะต้องจัดทำระบบให้สอดคล้องตาม ISO/IEC 17025 ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปีหลังจากมาตรฐานประกาศใช้ และห้องปฏิบัติการทดสอบและ/หรือสอบเทียบ ต้องพิจารณาความเสี่ยงและโอกาสเพื่อนำมาสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของห้องปฏิบัติ ลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ และบรรลุเป้าหมายการปรับปรุงให้สอดคล้องกับแนวทางของ ISO/IEC 17025:2017            
        ห้องปฏิบัติการ ปส. ได้รับการรับรองความสามารถเป็นห้องปฏิบัติการตาม ISO/IEC 17025:2005 ซึ่งจะต้องจัดทำระบบให้สอดคล้องตาม ISO/IEC 17025 ฉบับปรับปรุงใหม่ด้วยเช่นกัน จึงมีจุดมุ่งหมายในการจัดการอบรมเพื่อการทำความเข้าใจข้อกำหนด ISO/IEC 17025:2017 และแนวทางการปรับปรุง และการบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับ ISO/IEC 17025:2017 สำหรับห้องปฏิบัติการเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง 

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของห้องปฏิบัติการที่อยู่ในระบบ ISO/IEC 17025:2017

เป้าหมาย/กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มผู้รับบริการ : ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ปส.

พื้นที่เป้าหมาย  : ปส.  

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

ผู้เข้าร่วมอบรม มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของห้องปฏิบัติการที่อยู่ในระบบ ISO/IEC 17025: 2017 และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง 

ระยะเวลาดำเนินการและสถานที่จัดอบรม

          การอบรมเรื่อง แนวทางการจัดการความเสี่ยงสำหรับห้องปฏิบัติการ ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017 ในวันจันทร์ที่ 3 กันยายน ๒๕๖๑ ณ ประชุม 103 ชั้น 1 อาคาร 4 ปส.

 

 

เนื้อหาการอบรม

  • Risk-based Thinking คืออะไร
  • ทำไมต้อง Risk-based Thinking
  • ความเสี่ยงและโอกาส (Risk and Opportunities)
  • การบริหารความเสี่ยง (Risk Process Management)
  • แนวทางการวิเคราะห์ความเสี่ยง ISO/IEC 17025:2017 การดำเนินการจัดการความเสี่ยงและโอกาส
  • กิจกรรมกลุ่ม (Workshop)

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของห้องปฏิบัติการทดสอบ ที่อยู่ในระบบ ISO/IEC 17025:2017 และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง 

Search